การจัดการห่วงโซ่อุปทาน
การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
เป้าหมาย
ผลการดำเนินงานปี 2568
ความมุ่งมั่น ความท้าทาย และโอกาส
บริษัทตระหนักถึงบทบาทของห่วงโซ่อุปทานในฐานะกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างการดำเนินธุรกิจและการสร้างคุณค่าร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียตลอดทั้งสายงานผลิตและบริการ ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาเครือข่ายคู่ค้าที่มีความรับผิดชอบ โปร่งใส และสอดคล้องกับแนวทางความยั่งยืน บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ในทุกระดับของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคง ความยืดหยุ่น และความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานด้านนี้ยังเผชิญกับความท้าทายจากโครงสร้างของคู่ค้าที่หลากหลาย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กที่อาจขาดทรัพยากรหรือความพร้อมในการปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานความยั่งยืนที่บริษัทกำหนด รวมถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลและระบบการติดตามที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องและความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานโดยรวม

ในขณะเดียวกัน บริษัทยังมองเห็นโอกาสสำคัญในการยกระดับการทำงานร่วมกับคู่ค้าไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนร่วมกัน ผ่านการส่งเสริมความเข้าใจ การสนับสนุนองค์ความรู้ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการห่วงโซ่อุปทาน
ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้เสีย และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์กรในภาพรวม
แนวทางการจัดการและแนวปฏิบัติ
บริษัทมุ่งมั่นบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกคู่ค้า การประเมินความเสี่ยง ไปจนถึงการพัฒนาและส่งเสริมคู่ค้าให้เติบโตไปพร้อมกัน โดยให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ ความโปร่งใส ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ซึ่งแนวทางที่บริษัทฯ ดำเนินการ ได้แก่
- กำหนดนโยบายจรรยาบรรณคู่ค้า (Supplier Code of Conduct) ให้ยึดถือหลักสิทธิมนุษยชน สภาพแวดล้อม และธรรมาภิบาลในกระบวนการผลิตสินค้าและบริการ
- การประเมินความเสี่ยงด้าน ESG กับคู่ค้ารายสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่ม Tier 1 เพื่อสร้างมาตรฐานร่วมในด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย แรงงาน และธรรมาภิบาล
- การคัดเลือกและจัดกลุ่มคู่ค้าอย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาจากปริมาณธุรกรรม ความสำคัญเชิงกลยุทธ์ และผลกระทบต่อธุรกิจ
- การตรวจประเมินหน้างาน (Onsite Audit) กับคู่ค้าหลักอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดด้าน ESG อย่างถูกต้อง
- การส่งเสริมการใช้วัสดุหรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายในห่วงโซ่อุปทาน เช่น สินค้า Eco Product และบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้
- การจัดทำระบบติดตามและรายงานความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น
- การสื่อสารนโยบายและจรรยาบรรณธุรกิจแก่คู่ค้า เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
การประเมินความเสี่ยงของคู่ค้า
- คู่ค้ากลุ่ม Critical Tier 1 ได้รับการประเมินความเสี่ยงด้าน ESG ผ่านแบบประเมินตนเอง (Self-Assessment) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
- มีการตรวจเยี่ยมสถานประกอบการของ Critical Tier 1 จำนวน 25 ราย ครบทุกแห่ง (คิดเป็น 100%)
- ครอบคลุมหัวข้อด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล อาทิ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้แรงงานเด็ก ความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน การคุ้มครองข้อมูล และการต่อต้านคอร์รัปชัน
- มีการให้คะแนนความเสี่ยงตามดัชนีที่กำหนด โดยผลลัพธ์แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ
- A (0-20%) ไม่มีความเสี่ยงรุนแรง
- B (20.01%-70%) มีความเสี่ยงปานกลาง
- C (70.01%-100%) มีความเสี่ยงสูง ต้องมีแผนปฏิบัติการแก้ไข
กระบวนการประเมินและติดตามผล
- บริษัทจะมีการดำเนินการประเมินใหม่ทุกปี โดยวิเคราะห์ทั้งโอกาสเกิดและความรุนแรงของผลกระทบ (Impact x Likelihood)
- สำหรับคู่ค้าที่พบความเสี่ยงสูง จะมีการติดตามการปรับปรุงตามแผนงานที่กำหนด และมีการตรวจประเมินซ้ำภายใน 6 เดือน
- คู่ค้าที่ไม่สามารถปรับปรุงได้ตามมาตรฐาน อาจถูกพิจารณาหยุดความร่วมมือในอนาคต
แนวทางทั้งหมดนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น โปร่งใส รับผิดชอบ และพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในทุกบริบทของธุรกิจสมัยใหม่
กระบวนการประเมินความเสี่ยงคู่ค้า
กระบวนการประเมินความเสี่ยงคู่ค้า
การระบุคู่ค้ารายสำคัญ
มีการจัดลำดับความสำคัญของคู่ค้า ทั้งกลุ่ม Tier 1 และ Non-Tier 1 โดยพิจารณาจากมูลค่าการจัดซื้อ ความสำคัญเชิงกลยุทธ์ และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
การประเมินความเสี่ยงด้าน ESG สำหรับคู่ค้าหลัก
ประเมินความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม (ESG Risk Assessment) ของคู่ค้าหลักจำนวน 25 รายในกลุ่ม Critical Tier 1
การตรวจประเมินภาคสนาม
มีการดำเนินการตรวจประเมินด้าน ESG กับคู่ค้ากลุ่มสำคัญ (Critical Supplier–Tier 1) จำนวน 25 ราย เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้าเป็นไปตามมาตรฐานด้านความยั่งยืน
การพัฒนากรอบการประเมิน ESG Supplier
พัฒนากรอบการประเมินคู่ค้าใน 3 มิติหลัก ได้แก่ Environmental, Social และ Governance โดยมีแผนนำไปใช้กับคู่ค้าใหม่ตั้งแต่ปี 2568
จำนวนคู่ค้าทั้งหมด

การประเมินประสิทธิภาพคู่ค้า
สำหรับผลการดำเนินงาน บริษัทได้สื่อสารแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้าให้กับคู่ค้าที่อยู่ในระบบครบทั้งหมดคิดเป็นร้อยละ 100 จากการตรวจประเมินภาคสนาม (Onsite Audit) ด้าน ESG กับคู่ค้ากลุ่มสำคัญทั้ง 25 ราย พบว่าไม่มีประเด็นความเสี่ยงรุนแรง โดยผลการประเมินของคู่ค้าทั้งหมดอยู่ในระดับ Grade A และมีค่าเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงเฉลี่ยเท่ากับ 15% แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคู่ค้าอย่างยั่งยืนของบริษัท
ในกรณีคู่ค้ามีผลการประเมินที่แสดงความเสี่ยงด้านความยั่งยืน บริษัทจะดำเนินการเจรจากับคู่ค้าเพื่อแจ้งปัญหาและร่วมกันหาแนวทางแก้ไข โดยมีมาตรการหลากหลาย เช่น การสร้างความเข้าใจด้านความยั่งยืนตามกรอบ ESG การจัดการอบรมให้ความรู้ และการยกระดับความยั่งยืนให้กับคู่ค้า นอกจากนี้ บริษัทยังมีมาตรการแก้ไข (Corrective Action) และการจัดประชุมร่วมกับคู่ค้าเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานในกรณีที่คู่ค้าไม่ปฏิบัติตามแนวทางของบริษัท ทั้งนี้ ในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทไม่พบความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ สังคม และธรรมาภิบาลที่เกิดจากคู่ค้าของบริษัท
นอกเหนือจากมาตรการที่กล่าวมาแล้ว บริษัทได้จัดตั้งโครงการเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพคู่ค้า (Supplier Development Program) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานต่างๆ และเพิ่มมิติในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยมีเป้าหมายเพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้าของบริษัทจะสามารถปรับตัว อยู่รอด และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันโครงการนี้มีคู่ค้าจำนวน 64 รายเข้าร่วมโครงการเสริมสร้างศักยภาพนี้ โดยมีหลักการสำคัญในแต่ละด้านดังนี้
การบริหารต้นทุน
- หลักการลดต้นทุนร่วมกัน (Collaborative Cost Reduction) มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับคู่ค้าเพื่อระบุและขจัดความสูญเสียในกระบวนการ ผ่านการวิเคราะห์ Value Engineering, การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และการพัฒนากระบวนการทำงาน ไม่ใช่การบีบราคาแบบไม่ยั่งยืน แต่เป็นการสร้าง Win-Win Solution ที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์
- หลักการโปร่งใสด้านต้นทุน (Cost Transparency) สร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับโครงสร้างต้นทุนผ่านการแบ่งปัน Cost Breakdown และการวิเคราะห์ Total Cost of Ownership เพื่อหาโอกาสในการลดต้นทุนอย่างยั่งยืน
การพัฒนาผลิตภัณฑ์
- หลักการพัฒนาร่วม (Co-Development) เชิญคู่ค้าเข้าร่วมในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ช่วงแรก (Early Supplier Involvement) เพื่อใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญและนวัตกรรมของคู่ค้า ลดระยะเวลาในการพัฒนา และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
- หลักการแบ่งปันความรู้และเทคโนโลยี (Knowledge & Technology Sharing) สร้างการถ่ายทอดความรู้สองทิศทางระหว่างบริษัทและคู่ค้า รวมถึงการลงทุนในการพัฒนาขั้นด้านเทคนิคและนวัตกรรมร่วมกัน
ความสัมพันธ์ทางธุรกิจ
- หลักการหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partnership) มองคู่ค้าเป็นพันธมิตรระยะยาว ไม่ใช่เพียงผู้จัดหาสินค้า โดยสร้างความไว้วางใจ การสื่อสารที่เปิดเผย และการมีส่วนร่วมในการวางแผนกลยุทธ์
- หลักการสื่อสารสองทิศทาง (Two-Way Communication) สร้างช่องทางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ จัดประชุมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ และสร้างกลไกการให้ข้อเสนอแนะแบบ 360 องศา
คุณภาพ
- หลักการคุณภาพที่แหล่งกำเนิด (Quality at Source) พัฒนาระบบการควบคุมคุณภาพที่คู่ค้าเพื่อป้องกันข้อบกพร่องตั้งแต่ต้นทาง ลดการตรวจสอบซ้ำซ้อน และเพิ่มความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า
- หลักการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) สร้างวัฒนธรรมการพัฒนาคุณภาพอย่างไม่หยุดนิ่งผ่านการใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น Kaizen, Six Sigma, และการแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices)
ห่วงโซ่อุปทาน
- หลักการมองเห็นห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Visibility) สร้างความโปร่งใสและการมองเห็นทั้งห่วงโซ่อุปทาน รวมถึง Sub-tier Suppliers เพื่อบริหารความเสี่ยงและเพิ่มความยืดหยุ่น
- หลักการบูรณาการระบบ (System Integration) เชื่อมโยงระบบสารสนเทศและกระบวนการทำงานระหว่างบริษัทและคู่ค้า เช่น การใช้ EDI, API Integration, และ Shared Planning Systems เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดข้อผิดพลาด
ความยั่งยืนและ ESG
- หลักการยกระดับมาตรฐาน ESG (ESG Standards Elevation) ร่วมมือกับคู่ค้าในการพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ผ่านการให้คำปรึกษา การฝึกอบรม และการสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด
- หลักการรับผิดชอบร่วมกัน (Shared Responsibility) สร้างความรับผิดชอบร่วมกันในการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลที่ดีตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการตรวจสอบและรายงานผลการดำเนินงานด้าน ESG อย่างสม่ำเสมอ
- หลักการสนับสนุนสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainable Product Initiative) บริษัทมีนโยบายส่งเสริมสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ โดยคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ ปราศจากสารเคมีอันตราย มีการรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับสากล และมี Carbon Footprint ต่ำ พร้อมใช้บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายตามธรรมชาติ สำหรับผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง FSC (Forest Stewardship Council) เน้นจัดหา กระดาษ เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์สำนักงานจากไม้ที่จัดการอย่างยั่งยืน โดยมีการตรวจสอบห่วงโซ่การผลิตและให้ความรู้แก่คู่ค้าเกี่ยวกับความสำคัญของการจัดการป่าไม้ ในด้านผลิตภัณฑ์รีไซเคิล ส่งเสริมสินค้าที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล มีโปรแกรม Take-Back รับคืนบรรจุภัณฑ์เก่า สนับสนุน Upcycling Products และเลือกสินค้าที่มี Post-Consumer Recycled Content เพื่อสร้างวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืน
หลักการทั้ง 6 ด้านนี้ไม่ได้ทำงานแยกกัน แต่ต้องบูรณาการเข้าด้วยกันเป็นระบบเดียว โดยมีการกำหนดเป้าหมายร่วม การวัดผลแบบองค์รวม และการพัฒนาอย่างสมดุลในทุกมิติ เพื่อสร้างคู่ค้าที่แข็งแกร่ง มีประสิทธิภาพ และสามารถเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนในระยะยาว
การประยุกต์ใช้หลักการเหล่านี้จะช่วยให้บริษัทสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ลดความเสี่ยง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศทางธุรกิจ
ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง
ลูกค้า
ผลประโยชน์ที่ได้รับ
- ได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และผลิตภายใต้กระบวนการที่โปร่งใส
- สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้ (traceability)
- มั่นใจในมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและสังคมของสินค้า
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
- ราคาสินค้าอาจสูงขึ้นจากการใช้วัตถุดิบหรือกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ESG
- อาจพบข้อจำกัดด้านความหลากหลายของสินค้าในช่วงเปลี่ยนผ่านการจัดการซัพพลายเชน
พนักงาน
ผลประโยชน์ที่ได้รับ
- ได้รับความรู้และทักษะใหม่เกี่ยวกับการบริหารจัดการซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน
- ทำงานในระบบที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบ
- ภูมิใจที่มีส่วนร่วมในองค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสังคม
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
- ต้องปรับตัวต่อระบบจัดซื้อจัดจ้างหรือกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น
- ภาระงานเพิ่มขึ้นจากการติดตามข้อมูล ESG ของคู่ค้า
ผู้ถือหุ้น
ผลประโยชน์ที่ได้รับ
- เสริมภาพลักษณ์ด้าน ESG และความยั่งยืน ทำให้องค์กรน่าเชื่อถือมากขึ้นในตลาดทุน
- ลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์การละเมิดสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทาน
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
- ต้นทุนด้านการตรวจสอบและพัฒนา supplier อาจสูงขึ้นในระยะแรก
- ระยะเวลาคืนทุนอาจนานจากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบที่ยั่งยืน
คู่ค้าทางธุรกิจ
ผลประโยชน์ที่ได้รับ
- ได้รับการสนับสนุนให้พัฒนาศักยภาพตามแนวทาง ESG ทำให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ดีขึ้น
- สร้างพันธมิตรทางธุรกิจระยะยาวและความไว้วางใจจากบริษัท
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
- ต้องปรับระบบการผลิตหรือการจัดหาวัตถุดิบให้สอดคล้องกับข้อกำหนด ESG
- อาจมีต้นทุนเพิ่มจากการปรับตัวหรือได้รับผลกระทบหากไม่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกของบริษัท
ชุมชนและสังคม
ผลประโยชน์ที่ได้รับ
- ได้รับผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่
- มีโอกาสในการร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น เช่น sourcing วัตถุดิบจากชุมชน
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
- หากการจัดการห่วงโซ่อุปทานไม่รัดกุม อาจเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือสังคมโดยรอบ
- อาจเกิดความไม่เข้าใจหรือความคาดหวังต่อมาตรฐานที่บริษัทกำหนดกับคู่ค้าในพื้นที่
หน่วยงานภาครัฐและอื่นๆ
ผลประโยชน์ที่ได้รับ
- ได้รับความร่วมมือจากบริษัทในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวและการตรวจสอบซัพพลายเชน
- ได้ข้อมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อใช้ในการประเมินความยั่งยืนของอุตสาหกรรม
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
- ภาระงานเพิ่มขึ้นในการติดตามการปฏิบัติตามมาตรฐานของผู้ประกอบการและคู่ค้า
- ต้องปรับปรุงแนวนโยบายให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของระบบห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน