การจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและพลังงาน การจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและพลังงาน

การจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและพลังงาน

การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

เป้าหมาย

ปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกภายใต้โครงการ LESS เพิ่มขึ้น 20% ในปี 2570 เทียบกับปีฐาน 2565 (หน่วยวัด: ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) ระยะสั้น: ภายในปี 2570 เพิ่มขึ้้น 20% ระยะกลาง: ภายในปี 2575 เพิ่มขึ้น 25% ระยะยาว: ภายในปี 2580 เพิ่มขึ้น 30%

Carbon Neutrality ในปี พ.ศ. 2593
Net Zero ในปี พ.ศ.2608
ลดการใช้ไฟฟ้าต่อรายได้ 10% ภายในปี 2570 (หน่วยวัด: กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อล้านบาท)
ลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าต่อรายได้ลง 10% ภายในปี 2570 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2566 (หน่วยวัด: กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อล้านบาท)
ลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าต่อพื้นที่ลง 5% ภายในปี 2570 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2566 (หน่วยวัด: กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อตารางเมตร)

ผลการดำเนินงานปี 2568

มีปริมาณการใช้ไฟฟ้ารวม
69,612.80 mWh
โดยเป็นพลังงานไฟฟ้าจาก Solar Rooftop จำนวน 17,315.87 mWh
เปิดอาคารต้นแบบ
Zero Energy
แห่งแรกในอาเซียน
พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มุ่งเน้นขยายสัดส่วน
สินค้า Eco Product
25.77%
ดำเนินโครงการประหยัดพลังงาน (Energy Saving)
ดำเนินโครงการ Index goes Green’s
ดำเนินโครงการจัดการของเสียแยกรีไซเคิล ลดปริมาณการฝังกลบ
สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้รวม
16,169.24 tCO2eq

ในปี 2568 ได้เข้าร่วมดำเนินโครงการ LESS กับ อบก. ผ่าน 4 โครงการ ได้แก่

  1. โครงการติดตั้งระบบพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์
  2. โครงการคัดแยกขยะเพื่อการรีไซเคิล
  3. โครงการนำขยะอินทรีย์ประเภทเศษอาหารไปใช้เป็นอาหารสัตว์
  4. โครงการปรับเปลี่ยนเครื่องทำน้ำเย็นประสิทธิภาพสูง
  5. โครงการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า

คิดเป็นปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น 30.89% เทียบกับปีฐาน 2565

ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยสมัครใจภายใต้โครงการ (T-VER) ครอบคลุมสาขาจำนวน 23 แห่ง ช่วยให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวม 4,652 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และในปี พ.ศ. 2568 ได้ขึ้นทะเบียนในโครงการจำนวน 9 สาขา

ความมุ่งมั่น ความท้าทาย และโอกาส

บริษัทให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการจัดการพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ซึ่งครอบคลุมทั้งการใช้ไฟฟ้า การบริหารจัดการน้ำมันและเชื้อเพลิง และการประเมินและติดตามปริมาณการปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมขององค์กร โดยบริษัทได้กำหนดนโยบาย เป้าหมาย และมาตรการต่าง ๆ อย่างชัดเจนเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

บริษัทมีความมุ่งมั่นในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในสำนักงาน สาขา ศูนย์กระจายสินค้า และโรงงาน การติดตั้งระบบ Solar Rooftop เพื่อผลิตไฟฟ้าทดแทน การใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะในการบริหารจัดการระบบปรับอากาศและไฟฟ้าแสงสว่าง รวมถึงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานในการประหยัดพลังงานและลดการปล่อยคาร์บอน นอกจากนี้ ILM ยังตั้งเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ได้แก่ การเป็นองค์กรที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2608 และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 สะท้อนถึงความตั้งใจในการลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเชิงกลยุทธ์

แม้ว่าบริษัทจะมีแผนและโครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน แต่ยังคงเผชิญกับความท้าทายที่หลากหลาย เช่น ความผันผวนของต้นทุนการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานทดแทนและระบบที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดในระยะสั้น รวมถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่หรือโครงสร้างพื้นฐานในการติดตั้งระบบพลังงานใหม่ในบางสาขาหรือศูนย์กระจายสินค้า อีกทั้งการติดตาม ตรวจวัด และรายงานผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ครบถ้วนตามกรอบมาตรฐาน เช่น GHG Protocol หรือ ISO 14064 ยังเป็นความท้าทายด้านข้อมูลที่ต้องการ การบูรณาการร่วมกันจากหลายฝ่ายในองค์กร นอกจากนี้ยังมีความจำเป็นในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับพนักงานและคู่ค้าเกี่ยวกับบทบาทของตนในการมีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

การดำเนินงานด้านพลังงานและการจัดการการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความแตกต่างทางธุรกิจ บริษัทสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่และนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับ ESG (Environmental, Social, Governance) ยิ่งไปกว่านั้น การลงทุนในพลังงานทดแทนและระบบที่มีประสิทธิภาพ ยังช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว และลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายหรือกฎระเบียบเกี่ยวกับการปล่อยคาร์บอนในอนาคต อาทิ ภาษีคาร์บอน หรือข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับประเทศและสากล

ขณะเดียวกัน ILM ยังสามารถใช้ข้อมูลการลดคาร์บอนเป็นเครื่องมือในการสื่อสารความยั่งยืนและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ทั้งผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า และชุมชนโดยรอบ


แนวทางการจัดการและแนวปฏิบัติ

บริษัทได้ตระหนักถึงความสำคัญของผลกระทบและความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกและการจัดการพลังงาน ในปี 2568 บริษัทจึงได้พัฒนาโครงการ Green Retail Store ณ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาสระบุรี เป็นต้นแบบอาคารประหยัดพลังงานรายแรกในค้าปลีกไทย และแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อชี้เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ร่วมความครบครันด้านสินค้าและบริการในตัวบ้าน

รวมถึงยังเป็นเซฟโซนที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับทุกคนภายในอาคาร ‘Zero Energy Building’

นอกจากนี้ บริษัทยังคงดำเนินการติดตั้งระบบพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2561 เพื่อนำพลังงานสะอาดมาใช้แทนไฟฟ้าในสาขาอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์และเดอะวอล์ค ศูนย์กระจายสินค้า และโรงงาน ปัจจุบันมีการติดตั้งทั้งหมด 29 แห่ง เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืน และได้เข้าร่วมโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme: LESS) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) โดยในปี 2568 สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 8,107.29 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ทั้งนี้ เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทจึงได้กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการจัดการพลังงาน ดังนี้

นโยบายและแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการจัดการพลังงาน
  • ดำเนินธุรกิจและกิจกรรมของบริษัทให้สอดคล้องกับกฎหมาย ข้อบังคับ ข้อกำหนดและมาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อมที่บริษัทเกี่ยวข้อง ตลอดจนมีการติดตามตรวจสอบและทบทวนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
  • มุ่งมั่นดำเนินการธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ และมุ่งมั่นที่จะปกป้อง รักษา ฟื้นฟูระบบนิเวศและลดภาวะโลกร้อน ตลอดจนการสรรหาและสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • การประหยัดพลังงาน (Energy Conservation) ส่งเสริมให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน และน้ำอย่างยั่งยืน ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ สนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานจากกิจกรรมและกระบวนการทำงาน ตลอดจนบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง
  • การจัดการของเสีย (Waste Management) มุ่งมั่นในการลดและควบคุมของเสียจากห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง มีนโยบายให้นำแนวคิด 3Rs (Reduce Reuse และ Recycle) ได้แก่ การลดการใช้ การนำกลับมาใช้ซ้ำและการหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่มาใช้ในการบริหารจัดการกำจัด เพื่อให้การจัดการขยะและของเสียต่าง ๆ มีประสิทธิภาพส่วนของขยะเสียจากการดำเนินงานรวมถึงกากอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถนำไปบำบัด ใช้กระบวนการ 3Rs ได้ บริษัทให้มีการนำไปบำบัด (Treatment) และกำจัดของเสีย (Disposal) อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ
  • การใช้ทรัพยากรมีประสิทธิภาพ (Optimize resource to implement) สนับสนุนการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Consumption) โดยพัฒนาและสนับสนุนสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco Product) และส่งเสริมการใช้พลาสติกอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Plastic Consumption)
  • สภาพภูมิอากาศ (Climate Change) มุ่งมั่นในการกำกับดูแลและบริหารจัดการความเสี่ยงหรือโอกาสที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และกำหนดแผนการดำเนินงานกิจกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อม (Scope 1, 2 และ 3) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายและกลยุทธ์การจัดการสภาพภูมิอากาศ
  • เสริมสร้างความรู้ ความตระหนัก อบรม ให้คำปรึกษา และสร้างการมีส่วนร่วมด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กับพนักงาน คณะทำงานที่เกี่ยวข้อง และ ผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงให้การสนับสนุนทรัพยากรที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม

โดย บริษัทยังได้ดำเนินงานภายใต้แนวทางต่าง ๆ ดังนี้

  1. บริษัทได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มุ่งเน้นขยายสัดส่วนสินค้า Eco Product ทั้งกลุ่มเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเริ่มกิจกรรมภายในบริษัทเพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านการใช้พลังงาน สิ่งแวดล้อม และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กับพนักงาน เพื่อให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัท
  2. ดำเนินการปรับปรุงและบำรุงรักษาอุปกรณ์ควบคุมการทำงานของระบบไฟฟ้าที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสร้างความตระหนักถึงการประหยัดไฟฟ้าแก่พนักงาน และบริษัทยังขยายการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (solar rooftop) เพิ่มในกลุ่มบริษัท เพื่อให้สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าทดแทนมาใช้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ปริมาณการใช้ไฟฟ้า
  3. ดำเนินโครงการด้านการจัดการพลังงานเพื่อมุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร เช่น โครงการ Solar Rooftop, โครงการ Energy Saving, โครงการ INDEX GOES GREEN’s เป็นต้น
  4. การบริหารจัดการประเภทน้ำมันและเชื้อเพลิง บริษัทดำเนินการจัดการด้านน้ำมันและเชื้อเพลิงอย่างเป็นระบบและครบวงจร โดยเริ่มตั้งแต่การจัดตั้งสถานีเติมน้ำมันภายในศูนย์กระจายสินค้า ตลอดจนการบำรุงรักษายานพาหนะขนส่งอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งมาตรการเหล่านี้ส่งผลให้การควบคุมและบริหารจัดการการใช้พลังงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  5. การส่งเสริมและดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น โครงการปลูกกล้าพลิกฟื้นผืนป่า, โครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme: LESS) และโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) เป็นต้น

บริษัทได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มุ่งเน้นขยายสัดส่วนสินค้า Eco Product ทั้งกลุ่มเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

รวมถึงการเริ่มกิจกรรมภายในบริษัทเพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านการใช้พลังงาน สิ่งแวดล้อม และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กับพนักงาน เพื่อให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัท

ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

ผู้ถือหุ้น
ผลประโยชน์ที่ได้รับ
  • มูลค่าหุ้นเพิ่มจากภาพลักษณ์ที่ดีและความยั่งยืนของธุรกิจ
  • ลดความเสี่ยงจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
  • ต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นสูง อาจกระทบกำไรในระยะสั้น- อาจมีความไม่แน่นอนของผลตอบแทนจากโครงการ
ลูกค้า
ผลประโยชน์ที่ได้รับ
  • ได้ใช้บริการจากบริษัทที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
  • เพิ่มความมั่นใจในแบรนด์
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
  • อาจต้องรับภาระทางอ้อมจากต้นทุนสินค้าที่เพิ่มขึ้นหากมีการปรับราคาจากต้นทุนพลังงานเขียว
คู่ค้าทางธุรกิจ
ผลประโยชน์ที่ได้รับ
  • ได้ร่วมพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน
  • เพิ่มโอกาสในตลาดที่เน้นสิ่งแวดล้อม
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
  • อาจต้องปรับตัวตามนโยบายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของบริษัทซึ่งอาจมีต้นทุนเพิ่ม
ชุมชนและสังคม
ผลประโยชน์ที่ได้รับ
  • คุณภาพอากาศดีขึ้นจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • ส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานจากโครงการพลังงานสะอาด
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
  • การก่อสร้างระบบพลังงานอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะสั้น เช่น เสียงหรือฝุ่น เป็นต้น
หน่วยงานภาครัฐและอื่นๆ
ผลประโยชน์ที่ได้รับ
  • ภาคเอกชนสนับสนุนนโยบายภาครัฐด้านการลดคาร์บอน
  • ลดภาระของรัฐในการจัดการสิ่งแวดล้อม
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
  • หากบริษัทไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด อาจต้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมายเพิ่มเติม
  • มีต้นทุนในการปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องตามกฎหมายและข้อบังคับเพิ่มขึ้น
พนักงาน
ผลประโยชน์ที่ได้รับ
  • มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีขึ้นและปลอดภัย
  • มีความภาคภูมิใจในองค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
  • มีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการมีโอกาสได้รับการส่งเสริมองค์ความรู้และแนวปฏิบัติด้านการจัดการพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
  • ต้องเรียนรู้หรือได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางและวิธีการจัดการก๊าซเรือนกระจกขององค์กรและแนวทาง วิธีการใหม่ ๆ ที่อาจมีเพิ่มเติมในอนาคต
  • การสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้พนักงานทุกคนตระหนักถึงคุณค่าของพลังงาน สิ่งแวดล้อม และการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าอาจต้องใช้ระยะเวลาหลายปี